เมื่อครั้งที่พระอังคีรสบรมโพธิสัตว์ราชบุตรแห่งพระเจ้าสิริสุทโธทนบรมกษัตริย์และพระนางสิริมหามายาทรงเสด็จออกบรรพชา และได้ตรัสรู้เป็นพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ครานั้นพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาเสด็จมาโปรดพุทธบิดา และพระนางปชาบดีผู้มีศักดิ์เป็น     น้าสาวและแม่นม ผู้ทำหน้าที่ถนอมกล่อมเลี้ยงดูองค์พระ-ชินสีห์มาแต่น้อย เพื่อทดแทนคุณที่ได้ดื่มน้ำนมมาจนเติบใหญ่ จึงเสด็จไปรับภัตตาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ ครั้นเสร็จ ภัตกิจแล้วทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระนางมหาปชาบดี  จนพระนางได้บรรลุสำเร็จเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ได้เสด็จโปรดเวไนยสัตว์ไปยังเมืองต่างๆ จนกระทั่งเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ณ   นิโครธาราม เพื่อทรงบำเพ็ญโลกัตถจริยาด้วยพระมหากรุณาใหญ่ต่อไป

สมัยนั้น สมเด็จพระมหาปชาบดีพุทธมาตุจฉา ได้ ทรงจัดการทอผ้าจีวรสาฎกชั้นดี เพื่อถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด โดยได้ให้ช่างทองตีอ่างด้วยทองสุก ๗ อ่าง ให้หาเม็ดฝ้ายมาจนพอกับความต้องการแล้วก็เพาะเม็ดฝ้ายในอ่างทองเหล่านั้น บำรุงเลี้ยงรักษาด้วยน้ำนมโคและของหอม  ครั้นต้นฝ้ายออกฝอยก็ทรงเก็บฝ้ายนั้นด้วยพระหัตถ์ใส่ลงในผอบทองแล้วทรงเลือก ทรงหีบ ทรงดีด ทรงปั่น ด้วยพระหัตถ์มิให้ผู้อื่นกระทำ ปรากฏว่าเส้นด้ายนั้นละเอียดประณีต ยิ่งนัก แลมีสีเหลืองอร่ามดุจสีทองคำธรรมชาติ แล้วจึงรับสั่งให้หาช่างหูกฝีมือเอกมา ให้เขาเหล่านั้นบริโภคอาหารชั้นเลิศและให้ตกแต่งกายนุ่งห่มประดับด้วยวัตถาอาภรณ์เป็นอันดี ที่โรงหูกนั้นที่เพดานห้อยพวงดอกไม้นานาพรรณให้น่ารื่นรมย์ใจ แล้วพระนางก็เสด็จไปสู่โรงหูกทอดพระเนตร การทอผ้าวิเศษนั้นทุกวันมิได้ขาด จนการทอผ้าสำเร็จได้ ผ้าสาฎก ๒ ผืน ยาว ๑๔ ศอก กว้าง ๗ ศอกเสมอกัน พระภูษาทั้งคู่นี้เป็นพัสตราภรณ์อันหาค่ามิได้ สมควรแก่องค์พระชินสีห์ พระนางตรวจตราดูเรียบร้อยแล้วจึงประจงพับใส่ลงในผอบแก้ว แล้วก็มุ่งเสด็จไปยังนิโครธาราม พร้อมด้วยนางในข้าราชบริพารทั้งหลาย

เมื่อเสด็จถึงนิโครธาราม ก็เข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการแล้วเปิดฝาผอบแก้วจับพระยุคลพัสตร์ กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาค...! อันว่าสุวรรณวัตถยุคลใหม่นี้ ข้าพระบาทอุตส่าห์หีบดีดปั่นฝ้ายด้วยหัตถ์แห่งตน ด้วยน้ำจิตอุทิศแด่สมเด็จพระทศพล ขอพระองค์จงทรง พระกรุณาอนุเคราะห์รับซึ่งภูษาคู่นี้ เพื่อจะให้มีประโยชน์และความสุขแก่ข้าพระบาทตลอดกาลช้านานเถิดพระเจ้าข้า”

สมเด็จพระชินสีห์ผู้ทรงญาณไม่ติดขัด ทรงทราบชัดถึงการณ์อย่างหนึ่งในภายหน้า จึงทรงมีพระมหากรุณาตรัสแก่สมเด็จพระมาตุจฉาว่า

“ดูกรพระมาตุจฉาซึ่งมีคุณแก่เราตถาคต...! วัตถยุคลภูษานี้ ขอให้จงถวายแก่สงฆ์เถิด จะเกิดผลานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายแก่เราตถาคต ด้วยว่าเมื่อถวายภูษาทั้งคู่นี้แก่สงฆ์แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นการบูชาเราตถาคตแลสงฆ์ทั้งปวง”

แม้จะได้สดับพระพุทธฎีกาว่าดังนั้น แต่ด้วยความศรัทธามั่นพระนางได้กราบทูลอาราธนาให้พระสัพพัญญูเจ้าทรงรับไว้ถึง ๓ ครั้ง แต่องค์พระชินสีห์ก็มิได้ทรงรับไว้ และทรงตรัสให้ถวายแก่สงฆ์เช่นเดิม เหตุเพราะพระองค์ทรงทราบว่า พระนางปชาบดีทรงมีศรัทธาพร้อมด้วยเจตนาทั้งสามคือ บุพเจตนา มุญจนเจตนา อปราปรเจตนา ฉันใดแก่พระองค์ ก็ขอให้ทรงมีศรัทธาในสงฆ์ด้วยเจตนาทั้งสามฉันนั้นเช่นกัน ทานครั้งนี้จึงจะมีผลมาก อีกประการหนึ่ง พระองค์ทรงทราบว่าจักอยู่ในโลกมิได้นานก็จักเข้าปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์สาวกทั้งหลายก็จะลำบากด้วยจตุปัจจัย เมื่อตถาคตให้ถวายแก่พระสงฆ์เพื่อเป็นตัวอย่างดังนี้ ในอนาคตกาลก็จะมีผู้นิยมถวายแก่สงฆ์ ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์แห่งการถวายมาก ทั้งพระสงฆ์สาวกทั้งหลายจะไม่ลำบากด้วยจตุปัจจัย หากแต่พระนางหาได้เข้าใจไม่ ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงอ้อนวอนขอให้พระอานนท์พุทธอนุชาช่วยกราบทูลองค์พระชินสีห์ให้ทรงรับพระยุคลพัสตร์ไว้ เมื่อพระอานนท์ได้กราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า พระองค์จึงได้ตรัสเทศนา ทักขิณาวิภังคสูตร จำแนกประเภทแห่งปาฏิบุคลิกทาน แลสังฆทานอย่างแจ่มแจ้ง ว่าการถวายสังฆทานย่อมมีผลานิสงส์มากกว่านัก

เมื่อพระนางมหาปชาบดีได้สดับฟังดังนั้นก็ให้เกิดความปรีดาปราโมทย์ ตั้งจิตอุทิศที่จะถวายเป็นสังฆทาน แล้วทรงถือเอาผ้าภูษานั้นถวายแด่องค์พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์ หากก็ถูกองค์พระธรรมเสนาบดีผู้ซึ่งทราบถึงพระพุทโธบายปฏิเสธเสีย ด้วยการให้ถวายแก่ภิกษุรูปอื่นต่อไป เมื่อได้รับการปฏิเสธเช่นนี้ พระนางก็เลื่อนไปถวายแก่พระโมคคัลลานเถระ ผู้เป็น อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งองค์สมเด็จพระทศพล พระเถรเจ้าท่านก็ปฏิเสธ พระนางจึงเลื่อนไปถวายแก่พระอสีติมหาสาวกทั้งหลายต่อๆ ไปลงไปโดยลำดับ ก็มิได้มีพระผู้เป็นเจ้ารูปใดรับแต่สักองค์หนึ่ง จนตราบถึงพระภิกษุหนุ่มนามว่า อชิตะ ซึ่งเป็นพระสังฆนวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายแห่งสงฆ์ทั้งปวง เมื่อน้อมเข้าไปถวาย พระอชิตะภิกษุหนุ่มก็รับเอาภูษาวิเศษทั้งคู่นั้นทันที

เมื่อสมเด็จพระปชาบดีอัครมเหสีพระบรมกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ประสบเหตุเช่นนั้นก็ทรงโทมนัสจน น้ำพระเนตรตกด้วยความเสียพระทัยว่า เรานี้เป็นผู้มีบุญวาสนาน้อยจริงหนอ ตั้งใจจัดทำผ้าภูษานี้เพื่อจักถวายแด่องค์พระทศพล แต่พระองค์ก็มิยอมรับ เมื่อเข้าไปถวายพระเถระ อรหันต์ทั้งหลาย ก็มิได้มีสงฆ์องค์ใดสงเคราะห์รับเอา    สักองค์เดียว แต่บัดนี้ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเป็นสงฆ์นวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งคงจะไม่มีคุณวิเศษอันใดสงเคราะห์รับไทยทานไว้ เพื่อไม่ให้เรานั้นได้รับความอับอาย เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ แล้วก็ทรงก้มหน้านิ่งมิได้ตรัสประการใด เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงคุณ ทอดพระเนตรเห็นพระมาตุจฉาเสียพระทัย ทรงพระ-โทมนัสในการบำเพ็ญทานพิเศษครั้งนี้ จึงทรงมีพุทธดำริว่า ในกาลบัดนี้สมควรที่เราตถาคตจะกระทำการให้สมเด็จพระมาตุจฉาทรงคลายจากการโทมนัสเสียใจ จะให้มีความยินดีในวัตถทานยิ่งใหญ่นี้ แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอานนท์ให้ไปนำเอาบาตรของพระองค์มาแล้วทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า

“พระสาวกทั้งปวง แม้จะทรงฤทธิ์ปานใด จงอย่าถือเอาบาตรนี้ได้เลย ให้พระอชิตะภิกษุหนุ่มผู้มีวาสนาผู้จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลภายภาคหน้า จงถือเอาบาตรนี้ได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

เมื่อทรงกระทำพุทธาธิษฐานแล้ว ก็ทรงยื่นพระหัตถ์ ข้างที่ถือบาตร ทันใดบาตรนั้นก็ลอยขึ้นไปในกลีบเมฆแล้วอันตรธานหายไปมิได้ปรากฏ จึงทรงโปรดให้ภิกษุทั้งหลาย  ไปนำเอาบาตรนั้นกลับมา หากแต่ก็มิได้มีพระภิกษุรูปใดค้นหาเอากลับมาได้แม้สักองค์เดียว รวมทั้งพระสารีบุตรแลพระโมคคัลลานเถระ อีกทั้งพระอสีติทั้งหลายตามลำดับ จนในที่สุดสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสสั่งพระอชิตะสังฆนวกภิกษุว่า

“ดูกร อชิตะ..! ในกาลบัดนี้ ขอเธอจงแสดงความสามารถไปเอาบาตรของตถาคตมา”

อชิตะภิกษุหนุ่มราชบุตรพระเจ้าอชาตสัตตุราช ซึ่งจักได้ตรัสเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตกาลภายหน้า ได้สดับพระพุทธฎีกาตรัสสั่งดังนั้น ก็แปลกใจว่าเหตุใดหนอพระพุทธองค์จึงตรัสสั่งดังนี้ อันตัวเราเป็นภิกษุผู้บวชใหม่ไหนเลยจักสามารถนำเอาบาตรทรงแห่งองค์พระชินสีห์มาได้ ก็องค์พระอรหันต์ทั้งปวงยังมิสามารถนำมาได้ การที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้เห็นทีคงต้องมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นเป็นแน่แท้ อย่าช้าเลย เราจักกระทำไปตามกำลังสติปัญญา เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็ทรงน้อมกายถวาย นมัสการสมเด็จพระบรมครู แล้วค่อยเดินไปยืนอยู่ในที่สุดแห่งพุทธบริษัท มองดูนภากาศแล้วตั้งจิตกระทำสัตยาธิษฐานว่า

“อาตมาผู้มีนามว่าอชิตะนี้ จะได้เข้ามาบรรพชาในพระบวรพุทธศาสนา ด้วยตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ หมายมั่นจะได้ตรัสรู้ซึ่งสรรพธรรมเป็นพระสัพพัญญูในอนาคตกาล เพื่อจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ออกไปให้พ้นจากจตุรโอฆสงสาร เสมือนเช่นสมเด็จพระพิชิตมารเจ้าของบาตรบรมครูแห่งอาตมาขณะนี้ ด้วยเดชะแห่งสัจจะความจริงนี้ ขอให้บาตรทรงแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้าจงลงมาประดิษฐานอยู่ในหัตถ์ของอาตมา ซึ่งจะเหยียดออกไปโดยพลันในกาลบัดนี้”

เมื่อเสร็จจากการตั้งจิตเป็นสัตยาธิษฐาน บัดนั้นก็ให้เกิดอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก บาตรอันมีค่าเป็นพุทธบริขาร โดยแท้ได้ลอยตกลงมาจากนภากาศประดิษฐานอยู่ในอุ้งหัตถ์พระอชิตะภิกษุเป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนพุทธบริษัท ทั้งหลาย เมื่อสมเด็จพระปชาบดีมาตุจฉา เห็นดังนั้นก็ปีติปรีดาปราโมทย์เป็นยิ่งนัก น้ำพระเนตรไหลพรากด้วยความดีใจศรัทธาเป็นยิ่งใหญ่ จึงยกพระหัตถ์นมัสการลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์กลับไปยังพระราชนิเวศน์สถาน

ครานั้นอชิตะภิกษุหนุ่มก็ได้พิจารณาว่า ผ้าภูษานี้จะมีประโยชน์แก่เราก็เพียงใช้ปกคลุมร่างกายเท่านั้น เราจะนำเอาผ้าภูษานี้เข้าไปถวายพระบรมครูกระทำเป็นพุทธบูชา ก็จะเป็นมหากุศลหาสิ่งที่จะประเสริฐเทียมเท่ามิได้ เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็นำเอาผ้าผืนหนึ่งเข้าไปกางเป็นเพดานเบื้องบนพระคันธกุฎี อีกผืนหนึ่งนั้นฉีกออกเป็น ๔ ท่อน ผูกเป็นม่านให้ห้อยย้อยลงในที่ ๔ มุมเพดานพระคันธกุฎี แห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เสร็จแล้วจึงค่อยออกมายืนเพ่งพินิจ เห็นผ้าภูษาที่ตนประดับประดานั้นสวยงามวิจิตรยิ่งนักก็เกิดความโสมนัสปราโมทย์เป็นล้นพ้น ทรุดวรกายหมอบลงตรงเบื้องยุคลบาทสมเด็จพระทศพลญาณแล้วกระทำปณิธานว่า

“ข้าแต่บรมครูผู้ทรงคุณอันประเสริฐ..! วัตถบูชาอันเป็นการบูชาด้วยยุคลภูษาอันวิเศษนี้ เป็นที่เจริญจิตของข้าพระบาทโดยยิ่ง ด้วยเดชะอานิสงส์แห่งการบูชายิ่งใหญ่ครั้งนี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาในมนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ หรือพรหมสมบัติ หากแต่ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะรื้อสัตว์ขนสัตวโลกให้พ้นจากโอฆสงสารเช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระศาสดา ดังนั้น หากผลานิสงส์แห่งวัตถทานของข้าพระบาทในครั้งนี้ จะพึงบังเกิดมีแล้วไซร้ ก็ขอจงเป็นพลวปัจจัยส่งผลให้ข้าพระบาทได้มีโอกาสบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ในอนาคตกาลด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

เมื่อองค์พระชินสีห์ได้สดับวจีปณิธานอันอาจหาญดั่งนั้น จึงทรงกระทำพระอาการแย้ม พระโอษฐ์รุ่งโรจน์รัศมีให้ปรากฏ ด้วยพระพุทธรังสีออกจากพระเขี้ยวแก้วทั้งสี่ ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ ลำดับนั้นพระอานนท์พุทธอนุชาได้แลเห็น จึงได้กราบทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ด้วยเหตุใดพระพุทธองค์ จึงทรงแสดงพุทธกิริยาเช่นนั้น บัดนั้นพระชินสีห์ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์ว่า

“พระอชิตะภิกษุ ซึ่งเป็นพระสงฆ์นวกะในกาลบัดนี้ จักได้ตรัสเป็นองค์พระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตกาลภาคหน้าภายในมหาภัทรกัปนี้... ใต้ร่มไม้กากะทิงอันเป็นมิ่งไม้มหาโพธิ ในเพลาตามพารุณสมัยราตรีแห่งวิสาขบุรณมี”

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถึงความเป็นไปในอนาคตกาลให้จบลงดั่งนี้แล้ว ก็ทรงอนุญาตให้บริษัททั้งหลายกลับไปสู่ที่อยู่แห่งตน เป็นอันว่าหมดสิ้นการประชุมในวันนั้นแต่เพียงนี้